อากาศร้อนในปัจจุบันทำให้ค่าไฟของแต่ละบ้านเพิ่มขึ้นกันอย่างน่าตกใจกันใช่มั้ยหล่ะครับ ประกอบกับการที่เราอาศัยพักผ่อนอยู่ที่บ้านกันเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกใจที่ค่าไฟจะแพงเอาๆ และยิ่งเป็นท่านที่ work from home ด้วยหล่ะก็… ค่าไฟคงบาดตระไทยเป็นแน่ บทความนี้เลยอยากจะพาทุกๆ ท่านไป “แชร์วิธีการประหยัดค่าไฟที่ทำตามได้ง่ายๆ” กันครับ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น…เราไปชมกันดีกว่าครับ

ค่าไฟฟ้าแพงเกิดจากอะไรได้บ้าง?

ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสูง เช่น การลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

– ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสูงขึ้น เช่น ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินปรับตัวสูงขึ้น
– ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและปรับปรุงระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพ
– ภาษีและค่าธรรมเนียมจากรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเชื้อเพลิง ภาษีมลพิษ
– ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในฤดูร้อนที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น
– ต้นทุนด้านแรงงานและบริหารจัดการของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า
– การขาดแคลนเชื้อเพลิงหรือการหยุดชะงักของโรงไฟฟ้า ทำให้ต้องนำเข้าไฟฟ้าในราคาแพง

นอกจากนี้ยังขึ้นกับการควบคุมต้นทุนการผลิต การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน และการส่งเสริมการประหยัดพลังงานจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการรักษาระดับค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

เปิดแอร์ 25 องศาเซลเซียสช่วยประหยัดไฟจริงหรือ?

เชื่อว่าทุกบ้านและหลายๆ ท่านน่าจะเข้าใจผิดกับตัวเลข 25 องศาว่าช่วยให้คุณประหยัดไฟ จากการปลูกฝังมาช้านาน จริงๆแล้วการตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้ที่ 25 องศาไม่ได้ประหยัดไฟที่สุด แต่เพราะอุณหภูมิ 25 องศานั้นเป็นค่าอุณหภูมิกลางๆที่เย็นกำลังดี เหมาะกับอากาศของบ้านเรา แต่สำหรับบางคนที่คิดว่าอุณหภูมิ  26-28  องศาก็เย็นพอแล้วก็ไม่จำเป็นต้องตั้งอุณหภูมิไปเป็น 25 องศา เพราะยังไงการตั้งอุณหภูมิสูงก็ย่อมประหยัดไฟได้มากกว่าการตั้งอุณหภูมิต่ำอยู่แล้ว

เครื่องหมายประหยัดไฟเบอร์ 5 เชื่อถือได้จริงหรือ?

เป็นฉลากประหยัดไฟที่จะแทนระดับการประหยัดไฟด้วยเลข 1 – 5 ยิ่งเลขสูงก็หมายความว่าประหยัดไฟได้มากนั่นเอง โดยบ่งบอกข้อมูลถึงมาตรฐานว่าของปีไหน เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนั้นใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณกี่หน่วยต่อปี แล้วคิดเป็นค่าใช้จ่ายกี่บาทต่อปี และประสิทธิภาพในการใช้พลังงานเท่ากับเท่าไหร่

– ประสิทธิภาพของแอร์ (Energy Efficiency Ratio: EER) ค่าที่ได้จากการทดสอบการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนั้น แบรนด์นั้น และรุ่นนั้น ซึ่งสภาพการใช้งานจริงจะแตกต่างกันออกไปตามฤดูกาล ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้าแตกต่างกันออกไปด้วย

– วัดประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน (Seasonal Energy Efficiency Ratio: SEER) ใช้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมาเป็นปัจจัยในการวัด ทำให้การประเมินประสิทธิภาพทำให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น มีความใกล้เคียงกับสภาพการใช้พลังงานจริงมากกว่า ยิ่งมีค่า SEER สูง แปลว่าประสิทธิภาพพลังงานยิ่งดี

ซึ่งผู้ออกฉลากประหยัดไฟในปัจจุบันคือกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะมีตราของกระทรวงซ้อนอยู่บนฉลาก เริ่มใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และต้องได้มาตรฐานตามที่ กฟผ. และกระทรวงพลังงานกำหนด

แชร์  2 วิธีการประหยัดค่าไฟ

►ถอดปลั๊กทุกครั้งหลังใช้งาน เพียงแค่ปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นการตัดกระแสไฟเลยซะทีเดียว เพราะตราบใดที่ปลั๊กยังเสียบอยู่กับเต้ารับ ตราบนั้นก็ยังคงมีกระแสไฟไหลวนเพื่อให้คุณเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าได้โดย ทันที โดยเฉพาะคนที่ชอบเปิดโหมดพักหน้าจอคอมพิวเตอร์ไว้เอา เพียงแค่ 1 ชั่วโมงก็สูญเสียกระแสไฟไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรแล้วนะจ๊ะ และในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานออกทุกครั้งด้วยจะดีที่สุด

►เลือกใช้หลอดไฟ LED และแบบฟูลออเรนซ์เซนท์ หลอดไฟแบบ LED และแบบฟลูออเรสเซ้นส์มีราคาแพงกว่าหลอดไฟชนิดอื่นก็จริง แต่หลอดไฟฟลูออเรสเซ้นส์สามารถช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟชนิดอื่นถึง 75% เลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “แชร์วิธีการประหยัดค่าไฟที่ทำตามได้ง่ายๆ” ที่เราได้รวบรวมมาฝากทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้นนี้ หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่ดีและมีประโยชน์กันนะครับ